Powered By Blogger

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

บทประพันธ์ที่นำมาทำซ้ำๆ

ผู้กองยอดรัก





ผู้กองยอดรัก ยอดรักผู้กอง และ ผู้กองอยู่ไหน เป็นนวนิยายของ กาญจนา นาคนันทน์ เป็นเรื่องราวของความรักของพลทหารกับผู้กองสาวเจ้าเสน่ห์ที่แฝงไว้ด้วยความสนุกสนาน ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์มาแล้วหลายครั้ง ถูกนำมาสร้างทำเป็นภาพยนตร์ 2 ครั้ง (พ.ศ. 2516, พ.ศ. 2524) และละครโทรทัศน์ถึง 6 ครั้ง (พ.ศ. 2515, พ.ศ. 2522, พ.ศ. 2531, พ.ศ. 2538, พ.ศ. 2545, พ.ศ. 2550) โดยแต่ละครั้งจะมีชื่อเรื่องต่างกัน เช่น ผู้กองยอดรัก, ยอดรักผู้กอง, ผู้กองยอดรัก ยอดรักผู้กอง และ ผู้กองอยู่ไหน

ละครโทรทัศน์

บทประพันธ์นี้ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์มาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2515 แสดงโดย ชุมพร เทพพิทักษ์ และกนกวรรณ ด่านอุดม ออกอากาศทาง ช่อง 4 บางขุนพรหม 

ครั้งที่ 2 ออกอากาศทาง ช่อง 5 ในปี พ.ศ. 2522 สร้างโดย รัศมีดาวการละคร นำแสดงโดย นิรุตติ์ ศิริจรรยา และดวงใจ หทัยกาญจน์ ได้รับความนิยมอย่างมาก ถือว่าโด่งดังมากมายเลยทีเดียว

ต่อมา ออกอากาศทาง ช่อง 9 ถึง 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2531 สร้างโดย สีบุญเรืองสยามสตูดิโอ นำแสดงโดย ทูน หิรัญทรัพย์, สาวิตรี สามิภักดิ์ และในปี พ.ศ. 2538 สร้างโดย อัครมีเดีย นำแสดงโดย วรุฒ วรธรรม, ชลิตา เฟื่องอารมย์, หนู เชิญยิ้ม
ส่วนในปี พ.ศ. 2545 ออกอากาศทาง ช่อง 3 สร้างโดย อาร์เอส นำแสดงโดย ศรราม เทพพิทักษ์, กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน

และครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2550 ออกอากาศทาง ช่อง ITV สร้างโดย ทีวี ธันเดอร์ นำแสดงโดย เกียรติกมล ล่าทา, ไดอาน่า จงจินตนาการ












http://www.galaxzydvd.com/image/mypic_product/pookong.jpg



ความคิดเห็นเกี่ยวกับการ  Remake ละคร


คือผมคิดว่า การที่เอาหนังเก่ามาเเสดงใหม่นั้นมีอยู่หลายๆเหตุผล คือ 
1.  หนังเรื่องนั้นอาจจะมีเนื้อหาดี 
2.  หนังเรื่องนั้นเป็นยอดนิยมของสังคม   
3.  หนังเรื่องนั้นมีการตลาดที่ดี 
4.  เพื่อปรับเเต่หนังให้ทันสมัยมากขึ้กว่าเดิม โดยใช้ตัวระครที่มีชื่อเสียงที่โด่งดังในยุคปัจจุบัน
5.  เพื่อต้องการที่จะตีตลาดใหม่ 
6.  เป็นการทำตามเสียงเรียกร้องของประชาชน 







นักนิเทศศาสตร์ยุคดิจิตอล

นักนิเทศศาสตร์ยุคดิจิตอล
                          
                          



ปัจจุบันโลกของเราได้มีการนำสื่อใหม่มาใช้ จนกลายมาเป็นยุคดิจิตอลซึ่งในยุคดิจิตอลนี้ก็มีความทันสมัยไวต่อเหตุการณ์จึงทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ละทิ้งสื่อเก่าไปและหันมาให้ความสำคัญกับสื่อใหม่มากขึ้นโดยการใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการสื่อสารโทรคมนาคมและอื่นๆอีกมากมาย ปัจจุบันมีการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต สื่อออนไลน์ Social Network ต่างๆหลากหลายและกำลังเข้ามามีบทบาทหน้าที่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นอีกด้วย

ในปัจจุบันจึงจำเป็นที่นักนิเทศศาสตร์ไม่ว่าจะในแขนงใด จะต้องมีความรู้ในด้านไอทีอยู่ไม่มากก็น้อยผ่านมาจะเห็นว่าจากเดิมที่หลักสูตรจะผลิตบุคลากรให้ออกมาเป็น นักข่าว นักโฆษณา นักประชาสัมพันธ์ การเรียนการสอนเป็นสาขาวิชาเดี่ยวๆ นักศึกษาที่จบออกไปก็จะมีความรู้เฉพาะสาขาด้านนั้นๆแต่ยุคสมัยได้มีการเปลี่ยนไป จะเห็นว่าองค์กรสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็น วิทยุโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อออนไลน์ต่างๆที่เข้ามาในชีวิตประจำวันนั้นไม่ได้มีแค่ทางๆเดียวเพราะเทคโนโลยีสมัยนี้มันวิวัฒนาการไปอย่ารวดเร็ว และในสังคมไทยในปัจจุบันนี้การใช้สื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ และสื่อออนไลน์ต่างๆมันได้ปรับตัวผนวกเข้าหากันได้อย่างง่ายดาย ทำให้การรับรู้ข่าวสารที่เกิดขึ้นมีประสิทธิภาพมมากขึ้นและรวดเร็วและอย่างอิสระ




นักนิเทศศาสตร์ในยุคนี้จะเห็นได้ว่า Social Network คือเครือข่ายสังคมออนไลน์  หรือการที่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคนหนึ่ง เชื่อมโยงกับเพื่อนอีกนับสิบ รวมไปถึงเพื่อนของเพื่อนอีกนับร้อย  โดยผ่านผู้ให้บริการด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network บนอินเตอร์เน็ต เช่น Facebook, Blogger, Hi5, Twitter หรือ Tagged เป็นต้นสื่อออนไลน์ หรือ (Social Net work) พวกนี้สามารถเชื่อมต่อการเชื่อมโยงกันทำให้เราสามารถรู้จักเพื่อนของเพื่อนเราได้เป็นทอดๆต่อไปเรื่อย ทำให้เกิดสังคมเสมือนจริงขึ้นมา สามารถสร้างคอนเน็คชั่นใหม่ๆได้ง่ายและเมื่อเราแชร์ ข้อความหรืออะไรก็ตามลงไปในเครือข่าย  ทุกคนในเครือข่ายก็สามารถรับรู้ได้พร้อมกันได้  และสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เราแชร์ได้  เช่น  แสดงความคิดเห็น หรือ กดไลค์ กับสิ่งที่แสดงขึ้นบนสื่อออนไลน์เหล่านั้น

            ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นนักนิเทศศาสตร์ยุคดิจิตอลคนหนึ่งเราต้องเรียนรู้และสามารถแยกแยะระหว่างประโยชน์และโทษของการใช้สื่อออนไลน์ อีกทั้งเรายังสามารถนำสื่อพวกนี้มาพัฒนาตัวเองให้เกิดประโยชน์และพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย.

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แท่นพิมพ์ Gutenberg กับผลกระทบต่อสังคมในปัจจุบัน


โยฮันเนส เจนส์ไฟลช์ ลาเดน ซูม กูเตนเบิร์ก
(Johannes Gensfleisch zur Laden Zum Gutenberg)

                           
แท่นพิมพ์ กูเตนเบิร์ก (Gutenberg) เป็นวิวัฒนาการของการพิมพ์ เริ่มจากสมัยก่อนนั้น ไม่มีการทหรือพิมพ์หนังสือขึ้นมา เพราะไม่มีผู้คิดค้น จากนั้น โยฮันเนส เจนส์ไฟลช์ ลาเดน ซูม กูเตนเบิร์ก (Johannes        Gensfleisch zur Laden Zum Gutenberg) ได้ประดิษฐ์ แท่นพิมพ์เครื่องแรกของโลกในปี พ.ศ. 1997 และเขาได้ทำ   หนังสือเล่มแรกขึ้นม า เ ป็นพระคัมภีร์ ของ ศาส นาคริสต์     จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มาถึงยุคปัจจุบัน ได้มี      หนังสือมากมาย ที่ใช้ เรียน อ่าน เพื่อประโยชน์มากมาย และได้มีวิวัฒนาการของแท่นพิมพ์มาเป็นเครื่องพิมพ์แบบรวดเร็วขึ้น ทำได้เยอะขึ้น ทำให้สังคมใน
    ปัจจุบันดีขึ้นมีการทำหนังสือมากมายโดยใช้แท่นพิมพ์ที่มีการวิวัฒนาการ    มาจาก แท่นพิมพ์ กูเตนเบิร์ก เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือการ์ตูน หนังสือเรียน นิยาย หนังสือธรรมะ เป็นต้น ขายในราคาที่ย่อมเยา ทำใผู้      คนในปัจจุบันได้อ่านและหาความรู้ผ่านหนังสือต่างๆมากมาย   และสังคมในปัจจุบันก็ขาดหนังสือไม่ได้ เพราะหนังสือมีอะไรหลายอย่าง ทำให้ได้รู้หลายเรื่อง ในปัจจุบันนี้ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีและสะดวกขึ้นในการจะพิมพ์หนังสือหรือรายงานเพราะมีการทำเป็นแป้นพิมพ์ ที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ แค่พิมพ์ลงไปในคอมพิวเตอร์ ผ่านโปรแกรมต่างๆ แล้วปริ้นออกมากผ่านเครื่องปริ้น แค่นี้ทุกอย่างก็ง่ายดายไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากยุคของ แท่นพิมพ์ กูเตนเบิร์ก (Gutenberg) โยฮันเนส เจนส์ไฟลช์ ลาเดน ซูม กูเตนเบิร์ก (Johannes Gensfleisch zur Laden Zum Gutenberg) คือผู้ที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการที่ดีขึ้นในปัจจุบัน 



วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ชีวิตน้องใหม่


  มีหลายคนได้กล่าวไว้ว่า ชีวิตแห่งการเป็นนักศึกษาในรั้วมหาลัยนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดมันเป็นช่วงเวลาที่ใช้ในการตักตวงทั้งความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ก่อนออกไปใช้ชีวิตจริงในสังคม   ช่วงเวลาที่ถูกำหนดไว้ ในรั้วมหาลัยไม่ว่าจะเป็นสองปี สี่ปี หรืออาจมากกว่านั้น เราจะใช้มันให้คุ้มค่าได้อย่างไร
             
               ก้าวแรกของการเข้ามาสู่รั้วมหาลัย ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเจอกับอะไร มีเพียงแต่เสียงกระสิบที่ว่า ลำบากนะ เหนื่อยนะ ยากนะ สิ่งเหล่านี้ได้เป็นเสียงที่ดังกระจายไปทั่วสำหรับเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในรั้วมหาลัยอย่างผม  สิ่งแรกที่ได้พบเจอคือ เพื่อนใหม่  การทักทายรอยยิ้มที่เขินอายของบุคคลที่ไม่รู้จักกัน เริ่มต้นขึ้น  การแนะนำตัวระหว่างบุคคลสองคน สามคน และหลายๆ คน ได้เพิ่มขึ้น ณ ที่แห่งนี้ จนกลายเป็นการพูดคุย  สิ่งที่ผมกลัวสิ่งที่สองนอกจากการเจอบุคคลที่เรียกว่าเพื่อนใหม่แล้ว เสียงกังวานในสมองของผมคือ การรับน้องใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากในการเข้ามาสู่รั้วมหาลัย  บุคคลที่สำคัญในการรับน้องใหม่คือรุ่นพี่ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เขาจะพยายามที่จะทักทาย โดยวิธีต่างๆ โดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นแบบไหน และน่ากลัวมากขนาดไหนจะเป็นเหมือนที่เสียงอ้างลือหรือไม่  ผมไม่อาจรู้ได้  การรับน้องใหม่เป็นการละลายพฤติกรรมของนักศึกษาใหม่ดังนั้นจึงรวมตัวของผมเองด้วย ที่มาจากต่างที่ต่างถิ่นให้รักและสามัคคีกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันในรั้วมหาลัย จะมีการต้อนรับจากรุ่นพี่ในรูปแบบไหนนั้น ไม่มีใครสามารถรู้ได้ มีเพียงแต่กล่าวที่ว่า มาก่อนเป็นพี่  มาหลังเป็นน้อง มาพร้อมเป็นเพื่อน เป็นคำเตือนให้ผู้ที่เข้ามาใหม่ได้รับรู้และคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าต้องเคารพ และรู้สถานะของตัวเอง
                ช่วงเวลาที่ผ่านมาจากการรับน้อง การทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งด้านการเรียนและนันทนาการ ทำให้ผมเกิดความสนิทสนมระหว่างเพื่อนฝูง ทั้งนอกและในคณะมากขึ้น ช่วงระหว่างการนั้นจะมีทั้งเรื่องที่เหนื่อยยาก ลำบาก หรือแม้แต่ทุกข์ แต่ทุกอย่างมันย่อมผ่านไปได้ด้วยดี เพราะความช่วยเหลือจากทั้งเพื่อน รุ่นพี่ และที่สำคัญคณาจารย์ที่ค่อยแลเราอยู่ห่างๆ  ความช่วยเหลือทั้งด้านการเรียน กิจกรรม หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว ที่ได้รับจากบุคคลเหล่านี้ มันทำให้ผมรู้สึกมีความอบอุ่นอีกอย่างหนึ่งที่ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง ก็จะไม่สามารถรับรู้มันได้เลย  มันเปรียบเสมือนอ้อมกอดจากครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยเพื่อนฝูง รุ่นพี่ และคณาจารย์ โดยมีรั้วมหาลัยเปรียบเสมือนบ้านเป็นเกราะป้อ
งกันจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่จะมาทำร้ายและเป็นบ่อเกิดที่จะทำให้เราอยู่ในรั้วมหาลัยนี้  ดังนั้น ช่วงเวลานี้ สิ่งเหล่านี้ ที่ผมเรียนรู้มันคือประสบการณ์ชีวิตในรั้วมหาลัย เพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริงในสังคมต่อไป           
ข้างๆ พี่สาวคาบ
(อย่าคิดเป็นอย่างอื่นหล่ะ)
 หลายคนอาจจะคิดว่าการอยู่ในรั้วมหาลัยนั้นมันคงจะลำบาก น่ากลัวหรือสนุกสนาน อิสระ แต่ใครหลายคนอาจจะคิดถูกหรือก็ได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเมื่อเราเข้ามาในรั้วมหาลัยแล้ว เราจะเจอกับอะไร เพราะการเข้ามาในรั้วมหาลัยนั้นก็เหมือนเรากำลังนั่งดูหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งเราไม่อาจจะรู้ว่าตอนจบนั้นจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเราก็จะต้องติดตามดูมันจนจบเพื่อจะได้รู้ว่าผลสุดท้าย เรื่องราวเหล่านี้จะจบที่นางเอกกับพระเอกจะรักกันไหมหรือว่าทั้งคู่จะตาย เหมือนการเข้าไปสู่รั้วมหาลัย ผลสุดท้ายตอนจบเราจะได้เป็นอย่างที่เราได้วาดฝันไว้ก่อนเข้ามาสู่รั้วมหาลัยหรือไม่ หรือว่าเราจะอยู่ต่อในสิ่งที่เรียกว่า รั้วมหาลัย
เพื่อนโผมเองคาบ เทพๆทั้งน้าน